ท่านกำลังแสวงหาสิ่งใด?
Brother Matthew
ผู้คนมากมายกำลังแสวงหาความหมายในชีวิตของตน พวกเขากำลังค้นหาบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าคำสัญญาที่ฉาบฉวย ซึ่งปรากฏเต็มหน้าจอของเราอยู่ตลอดเวลา มนุษย์เราไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อจุดมุ่งหมายที่แท้จริงหรอกหรือ? แล้วอะไรจะช่วยให้เราค้นพบจุดมุ่งหมายนั้นได้?
เมื่อเราพยายามดำเนินชีวิตด้วยความไว้วางใจในความเชื่อ บางครั้งเราก็ถามตนเองว่า พระเจ้าทรงต้องการอะไรจากฉัน? เรามี ความปรารถนามากมายเหลือเกิน แล้วเส้นทางใดเล่าที่ฉันจะเดินไปพร้อมกับพระเจ้าได้?
ในช่วงปีที่ผ่านมา ที่เทเซ่เราได้ต้อนรับการมาเยือนของเยาวชนจากยูเครน ปาเลสไตน์ เลบานอน นิการากัว เมียนมา และสถานที่อื่น ๆ ที่เต็มไปด้วยสงครามและความขัดแย้ง ความเชื่อและความปรารถนาอย่างแรงกล้าของพวกเขาที่มีต่อสันติภาพที่ยุติธรรมและยั่งยืน ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจแก่พวกเรา เรายังได้รับฟังคำพยานจากผู้ที่ทำงานในกาซา หรือผู้ที่มีครอบครัวอาศัยอยู่ที่นั่น สัมผัสได้ถึง ความเจ็บปวดของผู้ที่บุคคลอันเป็นที่รักถูกจับเป็นตัวประกัน และได้ยินเสียงร้องของผู้ที่แสวงหาความยุติธรรมภายใต้ระบอบการปกครองที่กดขี่
ข้าพเจ้ายังได้ใช้เวลาอยู่กับพี่น้องในชุมชนเทเซ่ที่อาศัยอยู่ในกลุ่มภราดรภาพเล็ก ๆ ในประเทศบราซิลและคิวบา บราซิลยังคงได้รับผลกระทบจากมรดกของการค้าทาสและความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรง ถึงกระนั้นก็ยังมีผู้คนที่ไม่ยอมแพ้ พวกเขากำลังต่อสู้เพื่อยืนเคียงข้าง ผู้ยากจนที่สุด ข้าพเจ้าคิดถึงชุมชนหนึ่งในเมืองซัลวาดอร์เป็นพิเศษ ที่ซึ่งคนไร้บ้านได้นอนพักในโบสถ์และช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน
ในคิวบา ข้าพเจ้าได้พบกับประชาชนที่กล้าหาญ ซึ่งเผชิญความยากลำบากอย่างใหญ่หลวง ข้าพเจ้าได้พบคุณยายคนหนึ่งที่มอบเงินออมทั้งหมดของเธอ เพื่อให้หลานชายมีสิ่งจำเป็นสำหรับการเปิดภาคเรียน แม่ของเด็กคนนี้ก็เหมือนกับชาวคิวบาอีกจำนวนมาก ที่ต้องออกจากประเทศในฐานะผู้อพยพ เพื่อแสวงหาอนาคตที่ดีกว่า
ในหลายพื้นที่ ผู้คนต่างกำลังสงสัยว่า ฉันจะใช้เสรีภาพที่ได้รับมา เพื่อแสดงความเป็นจิตหนึ่งใจเดียวกับผู้ที่กำลังทุกข์ยากได้อย่างไร? พวกเขากำลังแสวงหาหนทางที่ความปรารถนาจะรักและห่วงใยสามารถกลายเป็นความจริง ทำให้ชีวิตมีความหมายผ่านการช่วยเหลือ และการรับใช้
โลกของเรามีความงดงามมากมาย แต่ก็มีความอยุติธรรมมากมายเช่นกัน ฉันอยู่ตรงจุดใดในทั้งหมดนี้? ฉันถูกเรียกร้องให้ทำอะไร? นี่คือคำถามที่ฉันมักรู้สึกอยู่ในใจ เมื่อเผชิญกับความซับซ้อนของชีวิตและทางเลือกต่าง ๆ ที่ประดังเข้ามา
ในพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญยอห์น พระวาจาแรกของพระเยซูเจ้าคือ “ท่านกำลังแสวงหาอะไร?” ข้าพเจ้าได้แบ่งปันคำถามนี้กับกลุ่มอาสาสมัครเยาวชนหกคนที่เทเซ่ ซึ่งมาจากหกประเทศในสี่ทวีป เนื้อหาต่อไปนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งที่พวกเขาได้บอกเล่าแก่ข้าพเจ้า
สำหรับพวกเขา และสำหรับอาสาสมัครทุกคนที่ช่วยดำเนินกิจการการพบปะในเทเซ่ ผู้ซึ่งใช้เวลาอยู่กับชุมชนของเราเพื่อภาวนาและทำความเข้าใจมากยิ่งขึ้นถึงการเรียกของพระคริสต์ในชีวิตของตน ข้าพเจ้าขอกล่าวคำขอบคุณจากใจจริง
Brother Matthew
การแสวงหาความเงียบ
หลังจากใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ที่เทเซ่ เมื่อถูกถามว่าสิ่งใดสำคัญที่สุดสำหรับพวกเขา เยาวชนจำนวนมากกล่าวถึงประสบการณ์แห่งความเงียบ ในโลกที่เชื่อมต่อถึงกันตลอดเวลา (hyperconnected) และมีการเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง สิ่งนี้ อาจ ดูน่าประหลาดใจ
เมื่อเราให้เวลากับตนเองและตัดขาดจากกระแสข้อมูลที่ไม่สิ้นสุด บางครั้งในความเงียบนั้นเองที่เราได้พบกับตัวตน ที่แท้จริงของเรา และยังได้สัมผัสถึงความจริงที่ยิ่งใหญ่กว่า
ท่ามกลางสิ่งสร้างอันงดงามของพระเจ้า เสียงสายลม เสียงธารน้ำไหล และเสียงนกร้อง สามารถโอบกอดเราและนำเราเข้าสู่ความเงียบภายใน ที่ซึ่งความเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่งที่มีอยู่กลายเป็นสิ่งที่สัมผัสได้ ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาวสามารถทำให้เราเปี่ยมด้วยความพิศวง*
พระเยซูเจ้าเสด็จเข้าสู่โลกนี้ในความเงียบ: *“พระวจนาตถ์ทรงรับสภาพมนุษย์และมาประทับอยู่ท่ามกลางเรา”* พระองค์ผู้ทรงสถิตกับพระเจ้าและทรงเป็นพระเจ้าก่อนการเริ่มต้นของสรรพสิ่ง ได้เสด็จมาอยู่กับเราผ่านการบังเกิดอย่างถ่อมตนและต่ำต้อยในความเงียบของราตรี: ความสว่างที่ส่องแสงอยู่ในความมืด*
ดังนั้น ความเงียบนี้จึงไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่กลับกลายเป็นสถานที่แห่งการพบปะ ในความเงียบเราไม่ได้อยู่ลำพัง แต่ทว่าเรามักต่อสู้กับมัน เพราะจิตใจของเราเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย ดังที่กล่าวไว้ในกฎของเทเซ่ (Rule of Taizé) ว่า “หากความสนใจของท่านวอกแวกไป เมื่อรู้ตัวแล้ว จงกลับเข้าสู่การภาวนาโดยเร็ว โดยไม่ต้องเสียใจกับความผิดพลาดนั้น”*
หลายศตวรรษก่อน มีผู้หนึ่งได้อธิษฐานว่า “ดวงใจของข้าพเจ้าทูลพระองค์ว่า ‘จงแสวงหาพระพักตร์ของพระเจ้าเถิด!’ ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้าจะแสวงหาพระพักตร์ของพระองค์”* ในความเงียบของหัวใจ เราจะหันกลับมาแสวงหาพระเจ้าอีกครั้งแล้วครั้งเล่าหรือไม่?
บ่อยครั้ง การภาวนาเริ่มต้นจากความปรารถนา คือ ความโหยหาอันเงียบสงบถึงสันติในการประทับอยู่ของพระเจ้า* เมื่อเราไม่รู้ว่าจะภาวนาอย่างไร พระจิตเจ้าทรงสถิตอยู่ที่นั่น ทรงภาวนาในตัวเราด้วยเสียงคร่ำครวญที่ลึกซึ้งจนไม่อาจบรรยายเป็นถ้อยคำได้* ดังที่เรารับฟังส่วนลึกที่สุดของหัวใจ เราสามารถตระหนักได้ว่า ณ ที่นั่นเองที่พระจิตเจ้าทรงพำนักอยู่ ข้าพเจ้าได้เผชิญหน้ากับตนเองและกับพระเจ้า ผู้ทรงกำลังหายใจอยู่ภายในข้าพเจ้า
ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงชีวิต โปรดสอนข้าพเจ้าให้แสวงหาพระองค์ในความเงียบของหัวใจ ในความงามของสิ่งสร้าง ในการรับฟังพระวาจาของพระองค์ และในการต้อนรับการประทับอยู่อย่างถ่อมตนของพระองค์
เราจะสามารถตั้งปณิธานกับตนเองได้หรือไม่ ที่จะสละเวลาในแต่ละวันเพื่ออยู่ในความเงียบ และเข้าสู่การประทับอยู่ของพระเจ้า? บางทีเราอาจเริ่มต้นเพียงห้านาทีก่อน เริ่มจากการอ่านพระคัมภีร์สั้น ๆ ตอนหนึ่ง หรือขอบพระคุณสำหรับสิ่งที่ได้รับในช่วงวันที่ผ่านมา หรือเพียงแค่ใช้เวลาอยู่เฉย ๆ เพื่อสัมผัสถึงการมีอยู่
การแสวงหาทิศทาง
ความเงียบทำให้การพิจารณาแยกแยะ (discernment) ที่แท้จริงเป็นไปได้ เมื่อเรากำลังแสวงหาทิศทางที่จะก้าวเดินไป ความเงียบช่วยให้เราได้ฟังสิ่งที่ลึกที่สุดภายในตนเอง เรายังต้องการอิสรภาพภายในด้วย เพื่อจะสามารถเลือกได้อย่างมี ความรับผิดชอบ อิสรภาพดังกล่าวนั้นรวมถึงการยอมรับข้อจำกัดของตนเอง โดยไม่หวาดกลัว เพราะความกลัวไม่เคยเป็นที่ปรึกษาที่ดี และพระเจ้าไม่เคยบังคับจิตใจของเรา
ทุกคนต่างแสวงหาทั้งความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งและความมั่นคงในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง และในขณะที่เราแสวงหาวิถีชีวิตที่แท้จริง บางครั้งบุคคลอื่นก็สามารถช่วยให้เราค้นพบว่าแท้จริงแล้วเราเป็นใคร ผ่านทางบุคคลอื่นเราอาจประหลาดใจที่ได้ค้นพบบางสิ่งบางอย่างซึ่งเราไม่สามารถพบได้ด้วยตนเองเพียงลำพัง
ในพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญยอห์น ชายหนุ่มสองคนกำลังพำนักอยู่ในหุบเขาลุ่มแม่น้ำจอร์แดน กับยอห์นผู้ทำพิธีล้างซึ่งเป็นอาจารย์ที่พวกเขาไว้วางใจ ยอห์นไม่ต้องการเก็บพวกเขาไว้กับตนเอง ท่านจึงชี้นำให้พวกเขาไปหาอีกผู้หนึ่ง นั่นคือพระเยซูเจ้า และพวกเขาก็จากไปเพื่อติดตามพระองค์
เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นพวกเขา พระองค์ตรัสถามว่า “ท่านกำลังแสวงหาอะไร?” เมื่อพวกเขาทูลตอบว่า “พระอาจารย์ พระองค์ทรงพำนักอยู่ที่ไหน?” พระองค์จึงตรัสว่า “มาซิ แล้วท่านจะได้เห็น”*
คำถามสองข้อนี้สรุปกระบวนการของการแสวงหาและการค้นพบทิศทางสำหรับชีวิตกับพระคริสตเจ้า เริ่มต้นจาก ความปรารถนาของเราเอง จากการแสดงออกถึงความโหยหาชีวิตที่ยิ่งใหญ่กว่า - “ท่านกำลังแสวงหาอะไร?” - เราก้าวต่อไปเพื่อเผชิญหน้ากับคำถามเหล่านั้นต่อองค์พระเยซู - “พระอาจารย์ พระองค์ทรงพำนักอยู่ที่ไหน?”
พระเยซูผู้ทรงเชื้อเชิญเราว่า “มาดูซิ” ทรงอ่อนโยนและมีใจสุภาพถ่อมตน และทรงรักเราด้วยความรักที่ไม่มีเงื่อนไข มั่นคง และไม่เสื่อมคลาย ข้าพเจ้าจะกล้าตอบรับคำเชิญของพระองค์ แม้จะมีความลังเลและความสงสัยหรือไม่?
ข้าแต่พระเยซูคริสตเจ้า โปรดทรงชี้ทางแก่ข้าพเจ้า และโปรดเตรียมข้าพเจ้าให้พร้อมที่จะติดตามพระองค์ไป*
ใครบ้างคือผู้ที่ชี้นำข้าพเจ้าไปหาพระคริสตเจ้า? จงใช้เวลาสักครู่หนึ่งเพื่อขอบพระคุณสำหรับพวกเขาเหล่านั้น
การแสวงหาความชื่นชมยินดี
อาสาสมัครคนหนึ่งที่เทเซ่บอกกับข้าพเจ้าว่า “ในประเทศของฉัน คนหนุ่มสาวพยายามเอาตัวรอดในโลกที่หยิบยื่น ทุกสิ่งให้ แต่ลึกลงไปภายใน กลับเป็นความกลัว ความกังวล และภาวะซึมเศร้าที่ครอบงำ”
เราถูกห้อมล้อมด้วยคำสัญญาเรื่องความสุขอยู่ทุกด้าน แต่คำสัญญาเหล่านี้จำนวนมากกลับล้มเหลวในการนำไปสู่ ความชื่นชมยินดีที่ยั่งยืนได้ และให้เพียงความเพลิดเพลินชั่วขณะเท่านั้น
ความชื่นชมยินดีเอ่อล้นขึ้นจากส่วนลึกภายใน เมื่อเราตระหนักว่าเราถูกรักในแบบที่เราเป็น เมื่อเราเข้าใจว่าความชื่นชมยินดีเป็นของประทาน และไม่ใช่สิ่งที่เราจะเรียกร้องเอาเองได้ เราจะพบว่าเราพร้อมที่จะต้อนรับมัน เมื่อนั้นเราจะไม่พยายามฝืนสร้างมันขึ้นมาอีกต่อไป และเราจะถูกพัดพาไปข้างหน้าอย่างแผ่วเบา
พระเยซูเจ้าทรงได้รับเชิญพร้อมกับเพื่อน ๆ ไปร่วมงานเลี้ยงสมรส* และต่อมาเหล้าองุ่นก็หมดลง ในขณะนั้นมีบางสิ่งขาดหายไป: พระเยซูทรงอยู่ท่ามกลางผู้ยากไร้ เมื่อทรงพบพวกเขาในความขัดสน พระองค์ประทานสิ่งที่เกินความคาดหมายให้ แก่พวกเขา สิ่งที่พระองค์ทรงปรารถนาสำหรับพวกเขาคือความชื่นชมยินดี และพระองค์ทรงทำทุกอย่างเพื่อให้สิ่งนั้นเป็นไปได้*
ข้าพเจ้าจำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อน ข้าพเจ้าเคยไปที่เมืองโกลกาตา (Kolkata) ณ อารามแม่ของคณะธรรมทูตแห่งความรักเมตตา (Missionaries of Charity) บนผนังมีถ้อยคำของคุณแม่เทเรซาที่เตือนข้าพเจ้าว่า พระเจ้าทรงยอมรับเราในความอ่อนแอของเรา และมิได้ทรงเรียกร้องให้เราสมบูรณ์แบบ เราไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งอยู่ตลอดเวลา
ความยากจนภายในของเราอาจทำให้เรากังวลว่าเรายังดีไม่พอ บ่อยครั้งสิ่งนี้ทำให้เราปิดบังตัวตนที่แท้จริงของเราไว้ลึก ๆ แต่หากเรายอมให้ตนเองยืนต่อหน้าพระคริสต์เจ้าด้วยมือเปล่า พระองค์จะเสด็จมาเติมเต็มมือคู่นั้น และทรงเปลี่ยนความยากจนนั้นให้กลายเป็นความมั่งคั่งทีละเล็กทีละน้อย
แม้ในยามที่เรารู้สึกโศกเศร้าและความชื่นชมยินดีดูเหมือนห่างไกล เราก็ยังสามารถที่จะระลึกถึงถ้อยคำของพระเยซูเจ้า ที่ตรัสถึงความชื่นชมยินดีซึ่งจะไม่มีใครสามารถพรากไปจากเราได้*
ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงเมตตา ข้าพเจ้าทั้งหลายปรารถนาจะต้อนรับความชื่นชมยินดีของพระองค์ ไม่ว่าเราจะตกอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม เมื่อเราเข้าใจว่าพระองค์ทรงรักเรา และทรงเปิดหนทางสู่ชีวิตที่จะไม่มีวันสิ้นสุด ความชื่นชมยินดีก็จะพวยพุ่งขึ้นจากส่วนลึกภายในเรา
จงไตร่ตรองว่าเราจะทำสิ่งใดได้บ้างเพื่อนำความชื่นชมยินดีมาสู่ผู้อื่น จงพบปะใครสักคนด้วยตนเอง มากกว่าเพียงแค่ผ่านโลกเสมือนจริง บางครั้งในการรับใช้ อย่างถ่อมตนและให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ข้าพเจ้ากลับได้รับสิ่งตอบแทนมากกว่าที่คาดคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อข้าพเจ้าได้เห็นรอยยิ้มแห่งความชื่นชมยินดีบนใบหน้าของผู้ที่ข้าพเจ้ารับใช้
การแสวงหาความหมาย
ในตัวเราแต่ละคนล้วนมีความกระหายหาความหมาย เราจะดับความกระหายนี้ได้ที่ไหน? ในชีวิตอันวุ่นวายของเรา ณ ที่ใดที่หนึ่งภายในตัวเรา มีเสียงแผ่วเบาซึ่งกระซิบเตือนว่าเราก็เป็นผู้ที่ถูกรัก
ผู้นำคนหนึ่งชื่อนิโคเดมัส ผู้กำลังแสวงหาความหมายที่แท้จริงในชีวิต ได้ยินเรื่องของพระเยซูเจ้า* เขามาหาพระองค์ ในเวลากลางคืน เพื่อพบและพยายามถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นถ้อยคำ
คำถามที่ลึกที่สุดของเราเกี่ยวกับความเชื่อ ชีวิตและความตาย ความหมายและจุดมุ่งหมาย มักจะเป็นสิ่งที่ไม่ได้ถูกเอ่ยออกมา แต่จนกว่าสิ่งเหล่านั้นจะได้รับการถ่ายทอดออกมา บางอย่างในตัวเราก็ยังไม่ได้รับการเติมเต็ม ดังเช่นกรณีของนิโคเดมัส
ในขณะที่เราแสวงหา เราจะติดตามคำถามเหล่านั้นของเราไปจนกระทั่งนำเราไปสู่แหล่งกำเนิดแห่งชีวิตหรือไม่? เราอาจไม่ได้พบคำตอบทั้งหมดสำหรับคำถามของเรา แต่เมื่อเรากล้าที่จะติดตามพระคริสตเจ้า เราสามารถมาถึงจุดที่ต้องมอบตนเองไว้กับความวางใจในพระเจ้าด้วยความเชื่อมั่นอันชัดเจน (lucid trust)* แล้วเราจะได้ค้นพบความรักและความดีงามของพระเจ้า ที่โอบล้อมเราไว้
ความหมายแห่งชีวิตของพระเยซูมิใช่เพื่อพิพากษามนุษยชาติ แต่เพื่อทำให้มนุษย์ทุกคนเข้าใจว่าตนเป็นผู้ถูกรัก จากพระเจ้า พระองค์เสด็จมาเพื่อแสดงให้เราเห็นหนทางแห่งความรักที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม นั่นคือความลึกลับของพระองค์
นิโคเดมัสเข้าใกล้ความสว่างทีละก้าว หนึ่งหรือสองปีหลังจากพบพระเยซูในค่ำคืนนั้น เขาได้ออกมาปกป้องพระองค์ อย่างเปิดเผยต่อหน้าผู้มีอำนาจในกรุงเยรูซาเล็ม* และอีกไม่กี่เดือนต่อมา เมื่อพระเยซูเจ้าถูกตรึงบนไม้กางเขน เขาได้แสดง ความกล้าหาญอย่างยิ่ง* เขากล้าที่จะแสดงตนเป็นหนึ่งในกลุ่มมิตรสหายของพระเยซูเจ้า ความกล้าหาญของเขานำเขาเข้าสู่ การเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน
ข้าแต่แสงสว่างอันอ่อนโยน โปรดทรงนำข้าพเจ้าท่ามกลางความมืดที่โอบล้อมอยู่ โปรดทรงนำข้าพเจ้าไปเถิด… ข้าพเจ้าไม่ขอเห็นภาพอันไกลโพ้น เพียงก้าวเดียวก็เพียงพอแล้วสำหรับข้าพเจ้า*
ลองพยายามจัดการพบปะสักครั้งหนึ่ง ที่ซึ่งแต่ละคนได้แบ่งปันว่าพวกเขาค้นพบความหมายในชีวิตอย่างไร สำหรับบางคนอาจมาจากความเชื่อของตน สำหรับบางคนอาจผ่านการลงมือกระทำบางอย่าง ขณะที่บางคนอาจมีคำถามมากกว่าคำตอบ การแบ่งปันและการรับฟังอย่างตั้งใจเช่นนี้ สามารถเป็นหนทางแห่งการให้กำลังใจกันและกันได้ หากเห็นว่าเหมาะสม การรวมกลุ่มอาจเริ่มต้นด้วยบทเพลงวอนขอพระจิตเจ้า และปิดท้ายด้วยบทเพลงแห่งการขอบพระคุณ
การแสวงหาโลกที่ยุติธรรม
ความอยุติธรรม - ไม่ว่าจะเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม* ความเหลื่อมล้ำ ความรุนแรง การกดขี่ หรือสงคราม - ปลุกเร้าอารมณ์หลากหลายขึ้นมากระตุ้นให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลาย: ทั้งความขุ่นเคือง ความโกรธ ความเศร้า และบางครั้งเป็นความสิ้นหวัง แต่เมื่อเราตัดสินใจอย่างถูกต้องที่จะต่อสู้กับสิ่งเหล่านี้ จะไม่มีอันตรายหรือที่เราจะยึดติดกับความคิดเห็นของตนเองจนมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือออกไปนั้น?* เรายังเสี่ยงที่จะกลายเป็นเชลยของอัลกอริทึมของตนเอง และถูกดึงเข้าใน การแบ่งขั้วที่คุกคามสังคมของเรา
ให้เราก้าวออกจากกรอบของตนเอง และเปิดโอกาสให้มุมมองที่แตกต่างจากเราได้ท้าทาย แม้ในกรณีที่เราไม่อาจ เห็นพ้องต้องกัน
บางครั้งเราจำเป็นต้องพร้อมที่จะแบกรับความจริงที่ซับซ้อนไว้ด้วยกัน ซึ่งดูเหมือนไม่มีทางออกใดเป็นไปได้เลย* การรับฟังเรื่องราวจากหลายฝ่ายอาจเป็นเรื่องหนักหนาเกินรับไหว แต่การไม่รับฟังเลยก็เป็นความอยุติธรรมเช่นกัน
หลังจากการภาวนาเวลาเย็นในโบสถ์ที่เทเซ่ หญิงสาวคนหนึ่งบอกกับข้าพเจ้าว่า: “ฉันต้องยอมรับความรุนแรงที่มีอยู่ในตัวฉัน แต่ก็ต้องยึดถือมันไว้เคียงข้างความต้องการการรำพึงภาวนาของฉันด้วย” ข้าพเจ้าพบว่าสิ่งนี้ให้ความเป็นอิสระอย่างมาก แทนที่จะกดทับความรู้สึกนั้น หรือแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอยู่ เธอกลับวางมันไว้เคียงข้างกับความกระหายหาพระเจ้าของเธอ
มีอันตรายที่พลังแห่งการทำลายล้างซึ่งมีอยู่ในตัวเราแต่ละคนสามารถเข้าครอบงำเราได้ มันง่ายเหลือเกินที่จะตราหน้าคนอื่น หรือแม้กระทั่งกับคนทั้งประเทศว่าเป็นปีศาจร้าย เมื่อนั้นเราจะเสี่ยงต่อการถูกดูดเข้าสู่วงจรแห่งความรุนแรงและทำให้มันดำเนินต่อไปไม่สิ้นสุด การรำพึงภาวนาเปิดเราไปสู่อีกมิติหนึ่ง นำเราไปสู่การคืนดีกับสิ่งที่เราแบกรับไว้ภายใน และช่วยให้เราค้นหาหนทางในการสร้างสะพานเชื่อมโยงเข้าหากัน
พระจิตเจ้าทรงสถิตอยู่ที่นั่นเพื่อนำเราไปบนเส้นทางที่เราสามารถตัดสินใจได้อย่างกล้าหาญ บราเดอร์โรเจอร์ (Brother Roger) ผู้เริ่มต้นชีวิตชุมชนที่เทเซ่ ได้กล่าวถึง “พลังความรุนแรงเชิงสร้างสรรค์ของผู้สร้างสันติ”* ซึ่งช่วยให้พวกเขาไม่ยอมแพ้ต่อการล่อลวงให้ละทิ้งหนทางแห่งพระวรสาร
พระเยซูทรงเป็นแบบอย่างของโลกแห่งความยุติธรรมและความสัมพันธ์ที่ถูกต้อง ซึ่งพระวรสารเรียกว่าอาณาจักรของพระเจ้า แต่พระองค์ก็ทรงกริ้วและทรงคว่ำโต๊ะของบรรดาพ่อค้าและคนแลกเงินในพระวิหาร เพื่อเปิดพื้นที่ให้สำหรับพระเจ้า* พระองค์ทรงตำหนิความหน้าซื่อใจคดทางศาสนาอย่างรุนแรง แต่พระองค์ก็ทรงต้อนรับผู้นำศาสนาอย่างนิโคเดมัสด้วย พระองค์ทรงคุ้นเคยกับชาวฟาริสีและยอมรับการต้อนรับของพวกเขา* ขณะเดียวกันก็ทรงร่วมโต๊ะอาหารกับผู้ที่ถูกสังคมกีดกัน พระองค์ทรงมีความรักที่ไม่เสื่อมคลายต่อแกะที่หลงทางแห่งประชากรอิสราเอลของพระองค์* แต่พระองค์ก็ทรงชื่นชมความเชื่อของนายทหารโรมันและทรงรักษาบุตรของเขา* และยังทรงยอมให้ความเชื่อของหญิงต่างศาสนาที่พระองค์ทรงพบระหว่าง การเดินทางในต่างแดนมาร้องขอพระองค์*
การยอมรับความเสี่ยงที่จะสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนที่แตกต่าง* พระเยซูเจ้าทรงส่งเสริมความไว้วางใจและ ทำให้พลังแห่งการคืนดีของพระเจ้าปรากฏเป็นจริง
หากเรารู้ว่าความสว่างส่องแสงในความมืด และความรักของพระเจ้าสามารถเอาชนะได้ผ่านการกระทำเล็กๆ น้อยๆ แห่งความดีงามของมนุษย์ เมื่อนั้นเราก็จะได้รับอิสระที่จะลงมือทำ
ข้าแต่พระเยซูคริสตเจ้า ในพระชนมชีพของพระองค์บนโลกนี้ พระองค์มิได้ทรงลังเลที่จะประณามความอยุติธรรม แต่พระองค์ทรงแสวงหาการสร้างสะพานเชื่อมโยงกับผู้ที่พระองค์พบระหว่างทาง โปรดทรงเพิ่มพูนความกระหายของข้าพเจ้าทั้งหลายในการประสานความแตกแยกที่แบ่งแยกผู้คนและประชาชาติ เพื่อให้ความยุติธรรมเบ่งบานบนแผ่นดิน
ขั้นตอนที่เป็นรูปธรรมใดบ้างที่เราสามารถทำได้เพื่อสร้างสะพานเชื่อมในที่ที่มีความแตกแยก? เป็นเรื่องยากที่คน คนเดียวจะทำได้ลำพัง จงไตร่ตรองร่วมกับผู้อื่น รวบรวมความคิดเข้าด้วยกัน จงยื่นมือออกไปเป็นกลุ่มหาผู้ที่อยู่ ชายขอบของสังคม การรับฟังผู้ที่มีความคิดเห็นต่างจากเรา เพื่อทำความเข้าใจความกลัวของพวกเขา พร้อมทั้งยึดมั่นในคุณค่าแห่งพระวรสารนั้นหมายความว่าอย่างไร?
การแสวงหาความเป็นชุมชน
อาสาสมัครคนหนึ่งที่เทเซ่บอกกับข้าพเจ้าว่า “ฉันต้องการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับคุณค่าของฉันและคุณค่าแห่งพระวรสาร เมื่อฉันตัดสินใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ฉันถามตนเองว่า สิ่งนี้เป็นที่ยอมรับสำหรับผู้อื่น สำหรับโลก และสำหรับตัวฉันเองได้หรือไม่? เราต้องการสร้างโลกที่ดีกว่าเดิม”
ความเป็นชุมชนระหว่างกัน กับสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง และกับพระเจ้า - หลังจากช่วงเวลาแห่งการโดดเดี่ยวในช่วงโรคระบาด เราพร้อมที่จะสร้างโลกแห่งความเป็นชุมชนขึ้นใหม* โลกที่เอาใจใส่ดูแลกัน* หรือยัง? ทุกสิ่งเชื่อมโยงถึงกัน เราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันในบ้านร่วมที่อาศัยอยู่ร่วมกัน คือสิ่งสร้างที่ได้ถูกมอบให้เป็นของขวัญแก่เรา
ณ เชิงไม้กางเขน ชุมชนของพระเยซูเจ้าแตกสลายไป ยูดาสทรยศพระองค์ เปโตรปฏิเสธพระองค์ เพื่อนส่วนใหญ่ของพระองค์หลบหนีไป งานทั้งหมดของพระเยซูในการสร้างชีวิตแห่งความรักความเป็นหนึ่งเดียว การต้อนรับทุกคน ดูเหมือนจะสิ้นสุดลง พระองค์ทรงยอมรับความเสี่ยงที่จะมอบชีวิตของพระองค์ แม้แต่เพื่อผู้ที่จะปฏิเสธพระองค์ แต่ในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดนั้นเอง ชุมชนได้ถือกำเนิดขึ้นใหม่อีกครั้ง ณ แทบเชิงไม้กางเขน*
จากพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญยอห์น มีสตรีสี่คนและชายหนึ่งคนอยู่กับพระเยซูจนถึงวาระสุดท้าย พวกเขาเพียงแต่อยู่ที่นั่นโดยไม่มีถ้อยคำใด ๆ พวกเขากลายเป็นพยานถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันดังที่พระเยซูเจ้าทรงสร้างขึ้นมา อย่างต่อเนื่อง แม้ในยามที่ดูเหมือนจะไม่มีสิ่งใดเป็นไปได้อีกต่อไป
ความเป็นศัตรูและการปฏิเสธทำลายความเป็นหนึ่งเดียวของมนุษย์ แต่บนไม้กางเขน พระเยซูเจ้าทรงรับความเป็นศัตรูและการปฏิเสธนั้นไว้กับพระองค์เอง ทรงสร้างความเป็นหนึ่งเดียวขึ้นใหม่ แม้ในขณะที่ทรงรับทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส*
บนไม้กางเขน พระเยซูเจ้าทรงมอบศิษย์ที่พระองค์ทรงรักให้แก่พระมารดาในฐานะบุตรอีกคนหนึ่ง และศิษย์ผู้นั้นซึ่งเป็นตัวแทนของศิษย์ทุกคนในอนาคตที่พระองค์ทรงรัก ก็รับพระนางมาอยู่ในบ้านของตน ครอบครัวใหม่จึงถือกำเนิดขึ้น ชุมชนของ ผู้เชื่อในพระเยซูเจ้า พระศาสนจักรซึ่งไม่ได้เกิดจากชัยชนะ และความรุ่งโรจน์ในแบบมนุษย์ แต่เกิดจากความรักที่ยิ่งใหญ่มากกว่าความเงียบงันแห่งความทุกข์ทรมาน แล้วใครเล่าจะถูกกีดกันออกจากความเป็นหนึ่งเดียวเช่นนี้ได้?*
ในพระศาสนจักร เราถูกเรียกให้ยืนหยัดร่วมกับผู้ที่ทุกข์ทรมาน ร่วมกับเหยื่อแห่งความอยุติธรรม* เราทุกคนเป็นมนุษย์ ถูกเรียกให้ต้อนรับกันและกันด้วยความยุติธรรมและความซื่อตรง ที่ซึ่งอิสระภาพและศักดิ์ศรีของแต่ละคนได้รับการเคารพ
พระเยซูทรงทำภารกิจของพระองค์สำเร็จเมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ในวันก่อนวันสับบาโต ซึ่งเป็นวันที่เจ็ดของสัปดาห์* เช่นเดียวกับที่พระเจ้าทรงเสร็จสิ้นงานสร้างในวันที่เจ็ด และทอดพระเนตรเห็นว่าทุกสิ่ง “ดีมาก”* ของขวัญแห่งชีวิตที่พระเยซูเจ้าทรงมอบให้บนไม้กางเขนคือจุดเริ่มต้นของการสร้างใหม่ พระองค์สิ้นพระชนม์อย่างโหดร้ายแต่ “ลำธารที่ให้ชีวิต”* ได้ไหลออกมาจากพระวรกายของพระองค์* น้ำซึ่งมิใช่อื่นใดนอกจากพระจิตเจ้าผู้ทรงฟื้นฟูแผ่นดินโลกขึ้นใหม่
พระศพของพระเยซูเจ้าถูกวางไว้ในคูหาฝังศพใหม่ในสวนแห่งหนึ่ง สวนแห่งนี้เป็นภาพเปรียบเทียบถึงโลกที่เราปรารถนาหรือมุ่งหมายให้เป็น* และในความเงียบของวันที่เจ็ดที่ตามมา สิ่งสร้างที่บอบช้ำซึ่งเราก็เป็นส่วนหนึ่งและได้รับมอบหมายให้ดูแล ได้เริ่มต้นการเปลี่ยนแปลง (จำแลงพระกาย) อันลึกลับ (secret transfiguration)
ข้าแต่พระคริสตเยซู พระองค์ทรงมอบชีวิตเพื่อมนุษย์แต่ละคน และพระองค์ทรงแสดงให้เราเห็นว่าพระองค์ทรงเต็มพระทัยที่จะผูกพันกับเรามากเพียงใด ขอให้เรายืนอยู่ที่เชิงไม้กางเขนพร้อมกับพระนางมารีย์พระมารดาและศิษย์ที่พระองค์ ทรงรัก และเปิดใจรับสิ่งที่พระองค์ตรัสแก่เรา
เราถูกขอให้ยืนเคียงข้างใครบ้าง? เรามีประสบการณ์เกี่ยวกับชุมชนอย่างไร? นักศึกษาสามารถแบ่งปันอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ภาวนาและแบ่งปันรับประทานอาหารร่วมกัน โดยเฉพาะกับนักศึกษาต่างชาติ คนอื่น ๆ อาจพบปะกันทุกสัปดาห์ในบ้านของใครคนหนึ่ง จงทำให้ผู้ที่รู้สึกว่าตนเองเป็นคนนอกได้รับการต้อนรับ เพื่อเอาชนะความรู้สึกที่ไม่ เป็นธรรมด้วยวิธีการเรียบง่ายและจริงใจ
การแสวงหาสันติภาพ
เราโหยหาสันติภาพ - สันติสุขภายในใจและสันติภาพในโลกนี้ซึ่งพระเจ้าทรงรักอย่างยิ่ง “จงเริ่มต้นงานแห่งสันติภาพภายในตัวท่านเอง เพื่อว่าเมื่อท่านมีสันติแล้ว ท่านจะสามารถนำสันติไปสู่ผู้อื่นได้”* ผู้มีความเชื่อคนหนึ่งในศตวรรษที่ 4 ได้กล่าวไว้เช่นนั้น
เมื่อพระเยซูเจ้าทรงพบกับมารีย์ชาวมักดาลาในสวนเวลาเช้าตรู่วันปัสกา พระองค์ตรัสถามนางว่า “นางเอ๋ย ร้องไห้ทำไม? กำลังเสาะหาผู้ใด?”* น้ำตาของนางกลับกลายเป็นความชื่นชมยินดี เมื่อนางตระหนักว่าพระองค์ผู้ที่นางโหยหานั้นมิได้ถูก ความตายเอาชนะ และพระเยซูเจ้าทรงส่งนางไปบอกเล่าสิ่งที่นางได้เห็นและได้ยินแก่บรรดามิตรสหายคนอื่น ๆ ของพระองค์
ไม่นานหลังจากนั้น เมื่อพระเยซูเจ้าทรงพบกับพวกเขา ขณะที่พวกเขายังเต็มไปด้วยความหวาดกลัว พระวาจาแรก ของพระองค์คือ “สันติสุขจงสถิตกับท่านทั้งหลายเถิด!”* เมื่อพระองค์เสด็จเข้าสู่ความกลัวของพวกเขา และทรงเปิดใจพวกเขา สู่สันติสุขแห่งการประทับอยู่ของพระองค์ เมื่อทรงเป่าลมหายใจเหนือพวกเขาและประทานพระจิตเจ้า พระองค์ทรงมอบภารกิจให้พวกเขาสืบสานงานแห่งการคืนดีของพระองค์ต่อไป
สันติสุขที่พระเยซูเจ้าทรงสัญญาไว้แก่พวกเขาก่อนที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์ คือ “สันติสุขที่โลกไม่สามารถให้ได้”* เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเพียงแค่การปราศจากความขัดแย้ง คำในพระคัมภีร์ว่า ชาโลม (Shalom) ยังหมายรวมถึงการฟื้นฟู และความครบครัน นี่คือสันติสุขของพระเจ้าที่ได้มอบหมายแก่เรา เพื่อให้เราช่วยกันหล่อเลี้ยงและพัฒนาให้เจริญขึ้น
เมื่อเราช่วยผู้อื่นให้ค้นพบอิสรภาพและสันติสุขที่พวกเขาได้รับการเสนอให้ เมื่อเราทำทุกวิถีทางเพื่อทำลายกำแพง แห่งความเป็นศัตรูหรือกำแพงที่กักขังพวกเขาไว้ เมื่อนั้นเราก็กำลังมีส่วนร่วมในพระชนมชีพของพระเจ้าเอง และเมื่อเรามอง สิ่งสร้างด้วยความพิศวงและความกตัญญู พร้อมทั้งดูแลเอาใจใส่มัน เรามิได้กำลังเดินอยู่บนหนทางเดียวกันนี้หรอกหรือ?
เราทุกคนจำเป็นต้องปล่อยให้ตัวเราเองได้รับการอาบชโลมด้วยสันติสุขที่พระคริสตเจ้าผู้ทรงพระชนม์ทรงสัญญาแก่เราแต่ละคน ด้วยหนทางนี้ เราสามารถเดินทางไปด้วยกันและอยู่เคียงข้างกัน หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง* ทีละก้าว แม้ผ่าน การกระทำที่เรียบง่ายที่สุด เราจะพยายามเป็นแสวงหาการเป็นเครื่องหมายแห่งการคืนดี เป็นผู้จาริกแห่งสันติ ในแบบฉบับ ของเราเอง ณ ทุกแห่งหนที่พระเจ้าทรงวางเราไว้หรือไม่?
จงฟังเสียงของผู้ที่ทนทุกข์ทรมานจากความขัดแย้งร้ายแรงถึงชีวิต หรือจากความรุนแรงที่เราต้องเผชิญในสังคม ของเรา การรักษาความสัมพันธ์กับผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สงครามอาจเป็นวิธีหนึ่งในการทำเช่นนี้ จงสนับสนุน ผู้ที่มุ่งมั่นต่อสู้เพื่อความยุติธรรมในประเทศที่มีระบอบการปกครองที่กดขี่ หรือมีรัฐบาลที่ส่งเสริมสงคราม บุคคลเหล่านี้บางคนจะมีใครในกลุ่มคนเหล่านี้ที่พร้อมจะแบ่งปันคำพยานของพวกเขาบ้างไหม? จงเตรียมการตื่นเฝ้าภาวนา เพื่อสันติภาพ และแบ่งปันคำพยานเหล่านี้บางส่วน จงฟังสิ่งที่พระจิตเจ้ากำลังตรัสกับเราในวันนี้
ข้าแต่พระเจ้าแห่งความรัก โปรดประทานพระพรแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย โดยทางพระจิตเจ้า โปรดทรงนำย่างก้าวของข้าพเจ้าทั้งหลายเสมอไปในขณะที่เดินไปกับพระคริสตเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพ โปรดให้ข้าพเจ้าทั้งหลายแสวงหาที่จะเป็น ผู้จาริกแห่งความหวัง และผู้จาริกแห่งสันติภาพด้วยเทอญ
發佈於 26 มี.ค. 2026